(เนื่องจากขี้เกียจถ่ายรูป เลยขอจิ๊กภาพมาจากบล็อกพี่พงคุงนะครับ มาเป็นแพคเกจหลายๆเล่มกันเลยทีเดียว แต่ผมซื้อมาเล่มเดียวนะ ฮาๆ)

 

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือของพี่พงคุง แห่งบล็อก ลัดเลี้ยว เกียวโต หากแต่เนื้อหาภายในเล่มคือเนื้อหาก่อนที่จะเป็น ลัดเลี้ยว เกียวโต หากใครจำกันได้ ในช่วงแรกๆบล็อกของพี่พงคุงจะมีพาดหัวตัวเป้งๆว่า มองญี่ปุ่นในแง่ร้าย ซึ่งหนังสือเล่มนี้คือการนำเนื้อหามองญี่ปุ่นในแง่ร้ายมาเรียบเรียงใหม่นั่นเอง


เนื่องจากผมมีโอกาสได้อ่านช่วงแรกๆของมองญี่ปุ่นในแง่ร้าย เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ผมจึงพอรู้อยู่แล้วบางส่วน มีลืมไปบ้าง จำได้บ้าง และมีเนื้อหาที่ยังไม่เคยเห็นอยู่บ้างนิดหน่อย แต่เนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะใจความสำคัญคงเดิม เรียบเรียงใหม่ สำนวนใหม่เสียมากกว่า (ไม่แน่ใจว่าพิมพ์ใหม่หมดโดยยึดเนื้อหาเดิมมั้ยนะครับ) มีการปรับปรุงสำนวนที่ใช้บอกเล่าใหม่ ตบมุกใหม่ ให้เข้ากับปัจจุบันมากขึ้น ถ้อยคำบางอย่างที่ดูจะจิกกัดรุนแรงเหมือนมองญี่ปุ่นในแง่ร้ายลดลง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าหนังสือเล่มนี้จะไม่มีสำนวนยียวนกวนคนญี่ปุ่นแต่อย่างใด (ผมว่าเป็นลักษณะ มองญี่ปุ่นในแง่ร้ายเท่าเดิม แต่พูดให้ซอฟท์ลงมากกว่าน่ะครับ )


หนังสือเล่มนี้เป็นลักษณะการมองญี่ปุ่นและคนญี่ปุ่น ในอีกหนึ่งมุม ซึ่งชื่อหนังสือว่า คู่มืออยู่กินกับคนญี่ปุ่น ฉบับกระเป๋า นั้น ก็อาจจะเป็นเหมือนคำบอกเล่ากลายๆที่น่าจะต้องการสื่อว่า หากจะย้ายกระเป๋าไปอยู่กินที่บ้านเขา เมืองเขา ก็ควรจะต้องรับความจริงบางอย่างที่มีอยู่ในหนังสือเล่มนี้ให้ได้ด้วย(อันนี้ผมคิดเองเออเองนะ ไม่ได้ถามเจ้าตัวมา) เพราะญี่ปุ่นก็มีบางแง่มุมที่ไม่ได้สวยงามเหมือนในซีรีย์เกาหลี เอ๊ะ มันคนละประเทศนี่หว่า เอาใหม่ๆ ญี่ปุ่นอาจจะมีบางแง่บางมุมที่ไม่ได้สวยงามเหมือนที่เราเห็นในทีวี หรือ ในหนัง ในการ์ตูน ที่เราได้ดู ได้ชม ได้อ่านกัน ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมก็คาดเดาเอาเองน่ะนะครับ ว่าพี่พงคุงน่าจะต้องการจะสื่อออกมาในทำนองนี้ เพราะมีการย้ำเป็นระยะๆว่าเป็นเพียงคนญี่ปุ่นที่ผู้เขียนได้พบเจอ บางครั้งเราอาจจะได้ไปเจอคนญี่ปุ่นที่นิสัยแตกต่างจากในหนังสือเล่มนี้ก็เป็นได้


อย่างไรก็ดี หลายสิ่งหลายอย่างที่มีเขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้เป็นลักษณะของการบอกเล่าว่า ถ้าจะไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น ไปเรียนต่อญี่ปุ่น เราจะต้องเตรียมรับมือกับอะไร วัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นเป็นแบบไหน ด้วยสำนวนจิกแกมหยอก ที่ไม่ได้แรงเหมือนในช่วงแรกๆของบล็อกมองญี่ปุ่นในแง่ร้าย (แต่บางช่วงก็อาจจะยังแรงอยู่นะ ฮาๆ) นอกจากนี้ยังมีการคั่นด้วยสาระของการใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่นแทรกอยู่เป็นระยะครับ ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะกับคนที่คิดจะไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น(กลุ่มนี้น่าจะเหมาะสุด เพราะตรงกับประสบการณ์ตรงของผู้เขียน) ไปทำงานที่ญี่ปุ่น และคนที่ต้องการรู้จักญี่ปุ่นในแง่มุมอื่นๆนอกจากที่เห็นในทีวี


ผมรู้สึกว่าสำนวนพูด(พิมพ์)ที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้ถูกขัดเกลามาหลายรอบ เพราะหลายประโยคเรียบเรียงได้สวย แต่ในบางช่วงบางประโยคจะเหมือนคิดมากไป คือจุดที่ลื่นมันก็ลื่นกว่าในบล็อกครับ แต่บางช่วงก็เหมือนจะแปลกๆ เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก แต่เหมือนรู้สึกได้ว่าข้อความนั้นถูกตัดแต่งมาบ่อยๆ มันเลยดูแปลกๆ เหมือนพยายามจะเลือกคำพูดที่ดีที่สุด แต่ความต่อเนื่องของอารมณ์มันเปลี่ยนไปน่ะครับ นอกจากนี้ยังมีคำพิมพ์ผิดบ้างประปราย(เล็กน้อย) รวมไปถึงการตัดคำในบรรทัด บางทีตัดคำไปไม่ครบ ซึ่งโดยมากมักจะเกิดขึ้นกับหนังสือทำมือหลายๆเล่มครับ << เท่าที่อ่านหนังสือทำมือมา ยังหาหนังสือทำมือที่ไม่เจอปัญหานี้ไม่ค่อยได้นะครับ มีน้อยเล่มจริงๆที่ตัดคำได้ถูกหมด และพิมพ์ไม่ผิดเลย


ส่วนหนึ่งของการเป็นหนังสือ ทำให้บทความบางเรื่องที่ยาวมากสมัยอยู่ในบล็อกเป็นหลายเอนทรี่มีความต่อเนื่องมากขึ้นเพราะยุบรวมเป็นบทเดียวกัน แต่ก็แลกมาด้วยความยาวของบท ที่บางบทพออ่านไปแล้วจะรู้สึกว่ายาวมาก ผมก็พอเข้าใจว่าเนื้อหาในบทนั้นเยอะจริง และมันก็ควรจะต่อกันจริงๆนั่นแหละ (มีอยู่บทนึงที่มีอยู่18ข้อ แล้วมีคำบรรยายเพิ่มในแต่ละข้อด้วย) ...ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าเป็นข้อดีหรือข้อเสียครับ เพราะช่วงที่อ่านเหมือนจะขาดช่วงที่บทนี้พอดี แล้วค่อยกลับมาอ่านต่อ

 

สรุป : เป็นหนังสืออีกเล่มที่ผมชอบครับ รู้สึกว่าเนื้อหาหลายอย่างถูกปรับปรุงให้ดีขึ้น ดราม่ากับคนชอบญี่ปุ่นน้อยลง แต่ก็ยังมีแอบแขวะอยู่บ้างครับ แต่ส่วนที่ผมชอบที่สุดในหนังสือเล่มนี้คือช่วงท้ายเล่มที่พูดถึงการคิดให้ดีก่อนมาเรียนญี่ปุ่น แม้จะเคยอ่านแล้ว และพอจำได้ว่าอยู่ในบล็อกแต่ก็ยังรู้สึกว่ามีบางคำที่Impactอยู่ดี


ขอแสดงความยินดีกับพี่พงคุงที่ได้มีผลงานของตนเองให้ได้อ่านกัน ขอให้หนังสือขายหมดไวๆนะครับ

 

แถมท้ายรีวิว

ใครสนใจหนังสือเล่มนี้ สามารถอ่านรายละเอียดการสั่งซื้อได้ที่ >> เอนทรี่นี้ครับ <<

 

 

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ผมไม่ได้ซื้อในงานสัปดาห์หนังสือครับ แต่ซื้อที่งานหนังสือที่จัดที่จามจุรีสแควร์ เมื่อไหร่ก็จำไม่ได้แล้วเหมือนกันครับ แต่ที่แน่ๆคือผมเปิดหนังสือเล่มนี้มาพร้อมกับความแปลกใจเล็กน้อยเพราะมันนำเสนอในรูปแบบของการ์ตูนครับ (คือจำไม่ได้แล้วว่าซื้อเพราะมันเป็นการ์ตูนรึเปล่า ซื้อมาประมาณปีกว่าๆแล้ว) อย่างไรก็ดี พอเป็นการ์ตูนก็ยิ่งเข้าทางเพราะมันอ่านง่ายกว่าครับ เอาล่ะเรามาพูดถึงตัวเนื้อหาเลยดีกว่า เพื่อความสะดวกในการรีวิวผมขอเขียนเป็นข้อๆนะครับ

 

1.หนังสือเล่มนี้รวบรวมประวัติและเรื่องราวของสินค้าของบริษัทต่างๆได้เป็นอย่างดี ส่วนใหญ่จะเริ่มตั้งแต่การตั้งบริษัทเลย ยกเว้นบางบริษัทที่จะเล่าถึงที่มาของตัวสินค้าอย่างเดียว กรณีที่จะเน้นไปที่ตัวสินค้าชนิดเดียวของบริษัทที่มีสินค้าหลายๆชนิด

 

2.แต่ไม่ได้กล่าวโดยละเอียดมากนัก โดยมากจะเป็นเหมือนเกร็ดความรู้มากกว่า ว่าแต่ละชิ้นเริ่มต้นอย่างไร เป็นมายังไง คนคิด/คนทำเป็นใคร ทำเมื่อไหร่ ได้ไอเดียมาจากไหน ข้อดีคือเข้าใจได้ไม่ยากเกินไปนักสำหรับหลายๆเรื่อง ข้อเสียคือ ถ้าต้องการรู้ละเอียดมากๆ(แบบเจาะลึกทุกชิ้น) เล่มนี้อาจจะไม่ได้บอกตรงนั้นชัดมาก แต่ก็พอให้รู้ในระดับนึง

 

3.ภาพประกอบหลายๆช่วงเหมือนไม่ต่อเนื่องกันเท่าไหร่ ทั้งๆที่อยู่ในตอนเดียวกันที่เนื้อหาต่อกันนี่แหละ อาจจะเป็นเพราะถ้าวาดต่อเนื่องมากจะกินจำนวนหน้าเยอะเกินไป

 

4. แต่มันก็มีข้อดีที่ทำให้เราสามารถอ่านได้ไวขึ้น แม้จะเป็นเรื่องที่อาจจะไม่ได้สนใจมากนัก หรือไม่รู้จัก ก็สามารถอ่านให้จบตอนได้โดยไม่เบื่อเกินไป

 

5.ชื่อหนังสือบอกอยู่แล้วว่าเป็นสินค้าขายดีของญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นงานนี้ สินค้าญี่ปุ่นเพียวๆเลย (ผมรู้จักไม่ครบทุกอย่างนะ แต่รู้จักเกินครึ่งแน่ๆ)

 

6.สินค้าบางอย่างในหนังสือเล่มนี้ก็ถูกสินค้าชนิดอื่นกลบกระแสไปแล้ว เช่น โซนี่วอล์คแมนที่โดนไอพอดซัดไปหลายยกแล้ว

 

7.เนื่องจากเป็นหนังสือที่แปลมาจากญี่ปุ่น จึงสัมผัสได้ถึงกระแสชาตินิยมของคนญี่ปุ่นมากๆ (มากกว่าการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องไหนๆ) ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรครับ :D

 

8.สิ่งที่มีการกล่าวซ้ำๆกันในหลายๆบริษัท ได้แก่ สงครามโลกครั้งที่ 1  ครั้งที่2 และ การเกิดแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น คิดว่าอาจจะเป็นเพราะเป็นพอคเกตบุ๊คที่รวมเนื้อหามาจากคอลัมน์ และต้องการให้สมบูรณ์ในแต่ละตอนของแต่ละสินค้าเอง

 

9.ซึ่งบางตอนจะมีการกล่าวถึงเพื่อให้ทราบว่าบริษัทนั้นๆได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่างๆอย่างไร

 

10.ถ้าเคยดูหนังอาจจะนึกถึง Vantage Point ก็ได้ ....ในบางไทม์ไลน์ของบริษัทจะไม่มีเรื่องนี้ แต่บางบริษัทนี่โดนเต็มๆเลยก็มี

 

11.หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เน้นไปที่การตลาดมากนัก มีกล่าวถึงเล็กน้อยว่าทำอะไรทำให้สินค้าติดตลาด ทำให้การตลาดบางเรื่องในหนังสือทำเหมือนมันเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ผมเชื่อว่าคนที่ทำการตลาดสินค้าพวกนี้ในยุคนั้นๆไม่ธรรมดาจริงๆสำหรับแต่ละเรื่อง (เพราะบางคนถือว่าบุกเบิกรูปแบบใหม่ๆของการประชาสัมพันธ์ หรือ โฆษณา)

 

12.หนังสือเล่มนี้สอนให้รู้ว่ากว่าจะประสบความสำเร็จอย่างที่เห็นๆกัน ก็มีความล้มเหลวก่อนหน้ามาแล้วแทบทั้งนั้น

 

13.แม้บางเรื่องจะอธิบายเหมือนคนคิดเก่งเวอร์เพราะคิดออกภายในการ์ตูนช่องเดียวก็ตาม(แต่พอเข้าใจได้ว่า บางเรื่องเนื้อหามันกินเวลาหลายช่วงอายุคน/วาระประธานบริษัท ถ้าเล่าละเอียดก็ไม่ไหว)

 

14.หนังสือเล่มนี้บอกถึงวิธีการคิดและที่มาของ Product บางอย่างได้ละเอียด ในขณะที่การพัฒนาตัวสินค้าบางชนิด ก็มีการกล่าวรวบรัดสำหรับขั้นตอนการพัฒนาหลังจากติดตลาด คาดว่าเป็นเพราะจำนวนหน้าที่จำกัดอีกเช่นกัน


สรุป : เป็นหนังสืออีกเล่มที่ให้ความรู้รอบตัวเป็นอย่างดี นำเสนอให้เข้าใจง่ายในรูปแบบการ์ตูน แต่อาจจะเหมือนภาพประกอบคำบรรยายนิดๆ(เพราะบางช่องมันไม่ได้ต่อเนื่องกันมาก) ซึ่งโดยลักษณะนี้ก็ช่วยให้เห็นภาพสำหรับการประกอบสินค้าและตัวสินค้าหลายๆชนิดมากขึ้น ในด้านความสนุกถือว่าปานกลาง แต่ถือว่ามีการชดเชยในด้านความรู้รอบตัว/เกร็ดความรู้ได้อย่างดี โดยรวมแล้วเล่มนี้ผมชอบนะครับ เพราะอ่านง่าย แล้วได้รู้ข้อมูลใหม่ๆเยอะดี

 

พระพุทธเจ้ามีจริงไหม?

posted on 13 Aug 2010 00:17 by bookreview

 

เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ .....เป็นคำพูดที่ผมได้ยินมานานมาก นานจนจำไม่ได้ว่าตั้งแต่ผมอายุกี่ขวบ ถ้าจะให้ผมเดา คำพูดนี้น่าจะมีมาก่อนผมเกิดนะครับ แต่เท่าที่ผมสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัวผมซึ่งอยู่ในเมืองไทย ผมกลับสงสัย...ว่าผมเข้าใจในคำสอนของศาสนาพุทธผิดรึเปล่า เพราะหลายๆเรื่องที่ผมเคยได้ยิน ได้ฟัง หรืออาจจะได้เรียนมา กับสิ่งที่ผมเห็นอยู่ในสังคม เมื่อเทียบกับหลักคำสอนตามที่ผมเข้าใจ มีสิ่งที่ขัดแย้งกันอยู่หลายเรื่อง เช่น เรื่องความเชื่อต่างๆ พิธีกรรม วัตถุมงคล และอื่นๆอีกมากมาย ผมเลยไม่มั่นใจ และไม่แน่ใจว่าผมจัดเป็นชาวพุทธที่ยึดตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาหรือไม่

 

หลายๆคำถามที่ผมสงสัย ผมข้องใจ ในหนังสือเล่มนี้มีคำตอบ และเป็นคำตอบที่ทำให้ผมเห็นด้วยในหลายๆข้อ แม้ว่าคำตอบของบางคำถามอาจจะดูเหมือนตอบไม่ตรงคำถาม แต่คำตอบนั้นก็เป็นสิ่งที่ให้ข้อคิดตามหลักของพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ในบางคำถามหากเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ ผมก็คงจะยังไม่เชื่อเช่นกัน แต่คำตอบของพระสงฆ์ทุกรูปในหนังสือเล่มนี้ล้วนมีหลักธรรมแฝงอยู่ โดยมากเป็นความจริงของธรรมชาติ โดยคำตอบทั้งหลายถูกย่อยให้เข้าใจได้ง่าย ไม่ยากเกินไปครับ

 

หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ ผมเคยเข้าใจในหลายๆคำสอนของพุทธศาสนาผิด หลายๆเรื่องผมเคยตีความหมายของประโยคบางประโยคผิด หนังสือเล่มนี้เหมือนการปรับความคิดของผมให้เข้ารูปเข้ารอยมากยิ่งขึ้น ซึ่งผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่เป็นพุทธศาสนิกชน หรือคนที่นับถือศาสนาอื่นๆที่สนใจหลักคำสอนของศาสนาพุทธครับ

 

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ผมคิดว่าผมคงต้องหยิบกลับมาอ่านอีกอย่างน้อย1ครั้ง เพราะมีหลักธรรม และแนวคิดหลายๆอย่างที่ผมยังจำไม่ได้ และยังไม่ได้คิดระหว่างอ่านให้ถี่ถ้วนเพราะใจร้อนอยากอ่านให้จบไวๆ(<<หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมพบข้อเสียของตัวเอง คือ ถ้าอ่านอะไรที่เริ่มต้องคิดตามเยอะ ผมจะไม่รอให้คิดจบก่อน แต่จะเริ่มอ่านต่อ แล้วค่อยกลับมาคิดทีหลัง) ซึ่งที่ผมพิมพ์แบบนี้ไม่ได้จะสื่อว่าหนังสือเล่มนี้อ่านยากนะครับ โดยภาพรวมแล้วหนังสือเล่มนี้ถ่ายทอดหลักธรรมออกมาให้เข้าใจได้ง่ายมากๆครับ


สรุป : เล่มนี้แนะนำครับ ผมคิดว่าเป็นหนังสือที่ดีมากๆ ถ้าจะมีข้อเสียคือ ราคาที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับขนาดและปริมาณของกระดาษในเล่มครับ ....แต่เนื้อหาที่ถูกบันทึกในกระดาษของหนังสือเล่มนี้ ก็เป็นอะไรที่ผมอ่านแล้วรู้สึกคุ้มค่ามากๆครับ